Saturday, August 18, 2018

The first rotating series of exhibitions by National Artist Chakrabhand Posayakrit


                                          


Chakrabhand Posayakrit



                                          Janine Yasovant :Writer 









Art and human life are equally long and endless











                                               

It is my pleasure to write about Chakrabhand Posayakrit and his upcoming exhibitions in 2018. In one of his interviews he said the reason why he chose to study fine arts and sculpture was because he loved Thai culture and tradition: painting, sculpting, Khon performance, puppets performance, Thai traditional music. He is also interested in Thai traditional dancing. Over the past 10 years, his focus has been mainly on puppet making and performance as he created and improved the way to make puppets and perform puppet dancing. Furthermore, sculpting the Buddha image and painting realistic portraits were also his forte.



                                             

The Chakrabhand Posayakrit Foundation was established to preserve and maintain Thai art and Buddhism. They created teams of artists to restore mural paintings in temples, make bronze sculptures, repair ancient book cabinets, furniture, and puppets as well as making clothing for puppets.

The first rotating series of exhibitions by National Artist Chakrabhand Posayakrit will be held on Sunday 19 August – 25 December 2018 at 13.00 – 16.00 PM at the Chakrabhand Posayakrit Foundation in Bangkok   



             
                                               

Chakrabhand began his primary and secondary education at Vajiravudh College which is a private school. Since he was a very talented student in the art of painting, Chakrabhand received full support from the school director. When he was just nine years old, the school director brought Chakrabhand, who painted a portrait of thePrince Chaofa Vajiralongkorn, to an audience with King Bhumibholadulyadej (Rama the IX) to give that portrait to the king.





Chakrabhand’s artistic talent was widely recognized despite the fact that he was so young. When he was around 16 years old, his father brought him to meet Professor Silp Bhirasri from Silpakorn University to train more in the art of painting. Later, Chakrabhand applied to Silpakorn University and received merit scholarships for good grades from the University when he was in the second year of his study until he graduated.

Apart from merit scholarships, Assistant Professor Fua Haripithak (the National Artist in Visual Arts 1985), complimented Chakrabhand on his color experimentation and artistic elements in the painting “Pran Boon, the hunter, captured Manorah, the Kinnaree” (Kinnaree is one of the female mythological creatures in Thai old literature). He said “This painting is a piece of mesmerizingly creative artwork."

In addition to this, Chakrabhand has made some notable accomplishments in his career over the years as follows;

- Bronze medal from the National Art Exhibition in 1965.

- Silver medals from the National Art Exhibition in 1965 – 1973.

- Excellent supporter in the conservation of Thai cultural heritage in 1989.

- Received an honorary doctorate degree in Applied Arts, Silpakorn University, 1994.

- Selected to be one of the 52 chief craftsmen of Rattanakosin period.

- Selected to be the National Artist in Visual Arts, 2000.


Some works of Chakrabhand can be seen in various locations in Bangkok, such as:

- Design for the stage curtain of the Thailand Cultural Center.

- Responsible for the repair of Hun Wangna (wooden puppets) which is a national heritage of Thailand. Along with this, complete research for every step was conducted and published as book “Hun Wangna” in 1997.

- Work as the project leader in mural paintings for Wat Tri Tossathep temple.

- Work as the project leader in mural paintings for Wat Khao Sukim temple.  

Over a period of 50 years, the potential of Chakrabhand in artistic works was realized. Apart from his proficiency in paintings, his literary works are comparable to many famous Thai writers, His documentary travel guidebook “Sasiwimon Thongtheaw” was well received and was awarded as an excellent narrative documentary travel guidebook .

Currently, Chakrabhand’s house and workplace at Aekamai Road is also the location of Chakrabhand Posayakrit Foundation which collects knowledge of art and crafting as well as his collection of paintings. Everyone, especially newer generations, can study masterful works of art and be proud to preserve all of these national heritages for the next generation.


Also worth mentioning here is Chakrabhand’s wooden puppets set called “Talengpai” that he has created for several decades. All his wooden puppets are truly full of the spirits of Thai national heritage and are crafted beautifully with adorning genuine jewelry. People who see them are impressed by their beauty and have said that these puppets are “incomparably gorgeous”.




                                            


This year, Chakrabhand will be 75 years old (16 August 2018). The Chakrabhand Posayakrit foundation unanimously agreed to create an exhibition for this special occasion. This time the exhibition will be more diversified by rotating many sets of Chakrabhand’s art including, paintings, handicrafts, and wooden puppets. The foundation believes that the exhibition on this special occasion will be certainly beneficial to general audiences as well as school and university students.




                                        


Chakrabhand Posayakrit used to say that “the time flies so quick. Soon we all will be old. Like many people said that art life is so long life but human life is too short. For me, however, art and human life is equally long. It is indeed endless”.





อาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤต





                                              Cr. ATM Spray 



ศิลปะและชีวิตยาวเท่ากัน…ไม่มีวันจบสิ้น

                                                         จานีน ยโสวันต์

ดิฉันรู้สึกยินดีที่ได้เขียนเกี่ยวกับอาจารย์จักรพันธุ์ โปษยกฤตและงานนิทรรศการที่กำลังมาถึงในปีพ.ศ. 2561 ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งอาจารย์เคยกล่าวถึงเหตุผลที่ท่านได้เรียนจิตรกรรมและประติมากรรมก็เพราะท่านรักศิลปะและประเพณีไทย การเขียนภาพ การปั้นรูป การแสดงโขน การแสดงหุ่นกระบอก ดนตรีพื้นบ้านไทย ท่าน ยังมีความสนใจในการรำไทยอีกด้วย ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ความ
สนใจของท่านอยู่ที่การทำหุ่นกระบอกและการแสดงหุ่นกระบอกเพราะท่านได้สร้างและปรับปรุงแก้ไขการทำและวิธีเชิดหุ่นกระบอก นอกเหนือไปจากนี้การปั้นพระพุทธรูปและการเขียนภาพเหมือนก็เป็นความถนัดของท่าน


มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤตก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสงวนและดูแลรักษาศิลปะไทยและศาสนาพุทธ มีทีมงานศิลปินคอยบูรณะภาพเขียนฝาผนังในวัด ทำรูปปั้นสำริดซ่อมแซมตู้หนังสือโบราณ เฟอร์นิเจอร์ หุ่นกระบอกและเสื้อผ้าสำหรับหุ่นกระบอกงานนิทรรศการหมุนเวียนจัดขึ้นเป็นครั้งแรกโดยศิลปินแห่งชาติ จักรพันธุ์โปษยกฤติ จะจัดขึ้นในวันที่ 19 สิงหาคม – 25 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ตั้งแต่เวลา 13.00 – 16.00 น. ที่มูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต กรุงเทพมหานคร




                                           Cr. ATM Spray 



จักรพันธุ์เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยที่เป็นโรงเรียนเอกชน ด้วยความที่เป็นเด็กที่มีพรสวรรค์ในการเขียนรูปมาก ท่านผู้บังคับการโรงเรียนจึงสนับสนุนการเขียนรูปของจักรพันธุ์อย่างเต็มที่ ครั้งหนึ่งที่จักรพันธุ์อายุเพียง 9 ขวบ ท่านผู้บังคับการโรงเรียนได้นำพาจักรพันธุ์พร้อมด้วยผลงาน “พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์” ที่จักรพันธุ์เป็นผู้เขียนขึ้นเข้าเฝ้าทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9

ด้วยพรสวรรค์อันเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปทั้งที่ยังมีอายุไม่มากนี้เองนี้เอง บิดาของเขาเลยพาไปพบกับท่านศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากรเพื่อฝึกฝนและรับการถ่ายทอดวิชาการเขียนภาพเมื่อจักรพันธุ์อายุได้ 16 ปี ต่อมาเมื่อเข้าศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยศิลปากร จักรพันธุ์เป็นนักศึกษาที่ได้รับทุนเรียนดีมาตลอดการศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่สองจนจบการศึกษาและเป็นที่รักของบรรดาเพื่อนพี่
น้องในมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก

นอกเหนือจากทุนเรียนดีแล้ว อาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ (ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2528) ได้ให้คำชมเชยการทดลองโครงสีและองค์ประกอบในผลงาน “พรานบุญจับนางมโนราห์” (นางมโนราห์เป็นนางกินรีซึ่งเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตในเทพนิยายไทยโบราณ) ว่าเป็นผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเยี่ยม

นอกเหนือไปจากนี้ จักรพันธุ์ได้รับความสำเร็จในอาชีพตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ดังจะยกตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้ เช่น




                            


- รางวัลเหรียญทองแดงจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2508

- รางวัลเหรียญเงินจาการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2508- 2516

- รางวัลผู้สนับสนุนดีเด่นในการอนุรักษ์มรดกไทยประจำปีพ.ศ. 2532

- ศิลปะดุษฎีบัญฑิตกิติมศักดิ์ สาขาประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรพ.ศ. 2537

- ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 52 นายช่างเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

- ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ พ.ศ. 2543


ผลงานบางชิ้นของจักรพันธุ์สามารถพบเห็นได้ในสถานที่หลายแห่งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ดังเช่น

- ออกแบบม่านเวทีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

- เป็นผู้รับผิดชอบดูแลซ่อมแซมหุ่นวังหน้าซึ่งเป็นสมบัติของชาติและได้ทำการค้นคว้ารายละเอียดทุกขั้นตอน พิมพ์เป็นหนังสือหุ่นวังหน้า เมื่อปีพ.ศ. 2540

- อำนวยการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดตรีทศเทพ กรุงเทพ

- อำนวยการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังวัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี

ความสามารถของจักรพันธุ์เป็นที่ประจักษ์มาตลอดระยะเวลารวมกว่า 50 ปีนอกจากจักรพันธุ์จะมีความเชี่ยวชาญในการเขียนภาพแล้ว ผลงานการประพันธ์หนังสือก็สามารถเทียบได้กับนักเขียนที่มีชื่อเสียงหลายท่าน ผลงานหนังสือ“ศศิวิมลท่องเที่ยว” มีผลตอบรับเป็นอย่างดีและได้รับรางวัลหนังสือท่องเที่ยว
เขียนเชิงสารคดียอดเยี่ยม


                                          


                       ตุ๊กตาโกนจุก

ตุ๊กตาฝีมือท่านอาจารย์จักรพันธ์ุ ขนาดความสูง1คืบฝ่ามือตัวนี้ ละเอียดงดงามมากมาก 




หุ่นหรือตุ๊กตาฝีมือท่านอาจารย์ ได้รับการยกย่องระดับสากล เคยแสดงประชันชิดกับเครื่องเพชรระดับโลก เครื่องเพชรที่จัดแสดง ยังสู้รัศมีแห่งความงามของตุ๊กตาท่านมิได้เลย ตัวเล็ก หน้าเล็กเท่าหัวแม่โป้ง น่ารัก ประเมินค่ามิได้





                                         


ปัจจุบันบ้านที่ทำงานของจักรพันธุ์ในซอยเอกมัยได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิจักรพันธุ์โปษยกฤต เพื่อเป็นแห่งรวบรวมสรรพวิชาเชิงช่างและเป็นสถานที่ที่รวบรวมผลงานภาพเขียนของอาจารย์จักรพันธุ์ ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรุ่นใหม่สามารถศึกษาผลงานศิลปะอันยอดเยี่ยมและมีความภูมิใจในการสงวนรักษาสมบัติแห่งชาติให้กับคนรุ่นหลังสืบไป


ที่ควรนำมากล่าวถึงในที่นี้ก็คือผลงานหุ่นกระบอกของอาจารย์จักรพันธุ์ในชุดที่มีชื่อว่าตะเลงพ่ายที่ท่านได้จัดทำขึ้นมาเป็นเวลาหลายสิบปีจนถึงปัจจุบัน หุ่นกระบอกที่จักรพันธุ์สร้างขึ้นล้วนเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณในความเป็นชาติไทยอย่างแท้จริงหุ่นกระบอกทุกตัวมีความอ่อนช้อย วิจิตร สร้างขึ้นด้วยการประดับอัญมณีแท้เกือบทั้งหมด ยังความตราตรึงใจแก่ผู้พบเห็น ผู้ได้ชื่นชมเป็นอันมาก หลายท่านที่ได้ชมหุ่นชุดนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “งามวิเศษหาใดเปรียบ”


ในปีนี้จักรพันธุ์จะมีอายุ 75 ปี (วันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561) มูลนิธิจักรพันธุ์โปษยกฤต จึงมีมติเห็นชอบให้ทำการจัดแสดงผลงานเนื่องในวาระพิเศษอันเป็นมงคลยิ่งนี้ โดยการแสดงครั้งนี้จะจัดแสดงในรูปแบบหลากหลาย มีการจัดแสดงทั้งผลงานจิตรกรรม ประณีตศิลป์ และผลงานหุ่นกระบอก โดยจะเป็นนิทรรศการหมุนเวียนไปตามระยะเวลาอันสมควร ทั้งนี้ทั้งนั้นการแสดงผลงานของท่านในวาระอันพิเศษนี้เชื่อว่าจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชน นักเรียนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมากแน่นอน

จักรพันธุ์เคยกล่าวไว้ว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นาน เราก็แก่ เหมือนที่ใครๆ พูดกันว่าศิลปะยืนยาวชีวิตสั้น…สำหรับผมศิลปะและชีวิตยาวเท่ากันคือ ไม่มีวันจบสิ้น










Cr. ATM Spray

Saturday, August 11, 2018

Mother's Day in Thailand 12 August 2018







                                                                   

                    

          Royal Portrait of​ Her Majesty Queen ​Sirikit
                     
                     Chaisak Chaiboon : Artist 



                                           


Queen Sirikit is regarded as mother to all Thai people, thus her birthday is also celebrated as Mother’s Day and observed as a Thai national holiday.

The Early Years 


Her Majesty Queen Sirikit is the daughter of H.H. Prince Chandaburi Suranath (M.C. Nakkhat Mongkol Kitiyakara) and his consort Mom Luang Bua Kitiyakara (nee Mom Luang Bua Snidvongs). Prince Chandaburi Suranath was the third son of H.R.H. Prince Chandaburi Suranath and H.S.H. Princess Absarasman Kitiyakara.



She was born on August 12, 1932. The year 1932 is a significant one: it was the year when constitutional monarchy was introduced into Thailand. Her father was a prominent and capable Major-General in the Thai Army at the time of the constitutional change. He left the army and went to serve as First Secretary at the Thai Legation in Washington D.C. As HM the Queen was then still a little child, she remained in Bangkok in the charge of her relatives. She did not see her parents again until their return home.

She attended the Kindergarten class at Rajini School. But subsequently went to St. Francis Xavier School at Samsen District in Bangkok in order to be nearer to home. Her father later on became Thai Minister to France, to Denmark and ultimately Ambassador to the Court of St. James. Her Majesty accompanied him and continued her general education in the three countries and lastly in Switzerland.

It was while her father was stationed in Paris that she first met His Majesty King Bhumibol Adulyadej, who was then studying in Switzerland but went now and then to Paris. The chance meeting in Paris ripened into friendship and understanding. When His Majesty met with a serious motor car accident in Geneva, Switzerland and had to stay in a hospital at Lausanne, Her Majesty was a frequent visitor. When His Majesty was well again and left the hospital, He was graciously pleased to arrange for Her Majesty to continue her studies at “Riante Rive”, a boarding school in Lausanne.

Her Majesty has always been very devoted to Her children. Her Majesty has always been very devoted to Her children.

On July 19, 1949 Their Majesties were quietly engaged in Lausanne. On March 24, 1950, Their Majesties landed in Bangkok by ship after a long absence. On April 28 of the same year, the Royal Wedding took place at Padumawan Palace before the Queen Grandmother. As a democratic King and Queen, Their Majesties signed their names in the Registry Book of Marriages. Prince Chandaburi Suranath also appended his signature in the book to show that he permitted his daughter, who was then under age and required her father’s consent to the marriage, to go through the ceremony of marriage. His Majesty then crowned HM the Queen in conformity with Thai tradition.

Their Majesties have four children, namely: Princess Ubolratana, born on April 5, 1951, His Royal Highness Prince Maha Vajiralongkorn, born on July 28, 1952, Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn, born on April 2, 1955 and Her Royal Highness Princess Chulabhorn, born on July 4, 1957.

Their Majesties took great care in the education of their children in order to prepare them to meet the various duties which they had to undertake in later life. A choice had to be made between private tutoring and sending the children to an ordinary school. Private tutoring is a good medium for imparting knowledge, but it lacks human contact with children of similar ages. Attendance at an ordinary school also has its drawbacks. From experience, it would appear that teachers, pupils and even parents are subjected to biases either favorable or unfavorable. In order to avoid these inconveniences, His Majesty, with the entire concurrence of Her Majesty, set up a school in the compound of Chitralada Villa. Better control and supervision could thus be assured. The school was established and registered in accordance with the law in November 1958. There were about 78 children in the school. The classmates of the Royal children were sons and daughters of ordinary people of various vocations. In the year 2007 the number of Chitralada School children increased to 1,822 with 285 regular teachers and several part-time teachers.

Her Majesty has always been very devoted to Her children. During their younger days, she used to spend as much time with them as Her duties would allow, and kept close supervision on all their activities. When Her Majesty was in the United States of America during the State Visit with His Majesty in 1960, a TV representative asked Her what Her favorite hobby was. The reply was: “Looking after my children!”











temp song